เรื่องที่ใกล้ตัวเข้ามาทุกที ตอนที่ 2
posted on 31 Aug 2005 21:52 by astarlink in Health...................
เรื่องที่ใกล้ตัวเข้ามาทุกที ก็มาถึงตอนที่ 2
แต่ตอนจบ คงอีกนาน..........
หวังว่ามันคงจะจบดีนะ.............................
............................
เย็นวันนั้นเราทั้ง 4 คนนั่งคุยกันเงียบๆ เมื่อกลับไปที่พักและอยู่กันลำพังแฟนเราร้องไห้
เขาไม่กอดเราแต่จับแขนเราแน่น เราสงสารเขามากเขายังเด็กเกินกว่าจะมารับรู้เรื่องนี้
เราได้แต่ปลอบใจเขา คืนนั้นเรานอนไม่หลับกันทั้งคู่ วันรุ่งขึ้นเราต้องไปทำงานต่างจังหวัด
ตื่นมาตอนเช้าแฟนเรายังร้องไห้อีกเราจึงรู้สึกเศร้าๆขึ้นมา แต่ตั้งใจจะไม่ร้องไห้เพราะเขา
ต้องอยู่คนเดียวเรากลัวเขาจะอยู่คนเดียวไม่ได้ พอเราก้าวเดินออกจากห้องมา
ณ วินาทีนั้นความรู้สึกอยากจะร้องไห้ออกมาดังๆ เราสับสน รู้สึกโดดเดี่ยว สิ้นหวัง
หมดแรง แต่เรายังตัดสินใจก้าวต่อไป
เราเดินทางไปจังหวัดกระบี่ เพื่อทำงานตามหน้าที่
เราเข้าพักที่โรงแรม 5 ดาวแห่งหนึ่ง ที่นั่นเราได้พบว่าสวรรค์อยู่ในอกนรกอยู่ในใจ
คือความรู้สึกเช่นไร คืนแรกเรานอนไม่ได้ ห้องพักหรูเพียบพร้อม
ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกสารพัดบรรยากาศติดชายหาด กลายเป็นคุกขังเรา
เราเดินลงชายหาดหลายครั้ง เพื่อโทรศัพท์หาเพื่อนและแฟน
เราร้องไห้จนเสียงแห้งแหบ โทรศัพท์หาเพื่อนและแฟนทุก5นาที
เวลากลางคืนต้องเปิดโทรทัศน์ดังๆให้ได้ยินตลอดเวลา
มองซ้ายมองขวาไม่มีใครและไม่รู้จะทำตัวเช่น
หลับๆตื่นๆตลอดทั้งคืนเหมือนฝันร้าย
ตอนนั้นเพื่อนโทรศัพท์มาคุยเป็นระยะๆ
วันรุ่งขึ้นขณะทำงานอยู่ที่เกาะพีพีคณะรังสีเทคนิค
โรงพยาบาลศิริราชโทรศัพท์มาตาม เราบอกขอโทษที่ไม่ได้ไปตามนัด
โดยบอกเขาว่าทราบผลแล้วและจะไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
ในวันต่อมาจิตใจเราจึงดีขึ้นบ้างและทำงานแล้วเสร็จจึงกลับกรุงเทพฯ
1 สัปดาห์ผ่านไปชีวิตยังคงสับสน เศร้าใจ คลำทางไม่ถูก
เพื่อนได้แต่ให้กำลังใจแต่ไม่มีทางออกให้ เพื่อนสนิทให้ใช้เวลาที่เหลืออยู่ให้ดีที่สุด
นั่นหมายความว่าเพื่อนให้ปลงและเตรียมพร้อมจะตายอย่างสงบสุข
ซึ่งผิดวิสัยของเราซึ่งเรายังเชื่อมั่นว่าเราจะอยู่มีชีวิตเพื่อสู้ต่อไป
เรายังมีหลายอย่างที่ยังไม่ได้ทำและอยากจะทำ
สัปดาห์ที่2 เราเริ่มค้นหาข้อมูลเรื่องเอดส์จากเว็บไซด์ต่างๆ รวมทั้งไปคลีนิคนิรนาม
แต่ไม่ได้สิ่งที่ต้องการ เราตัดสินใจโทรศัพท์ไปหาพี่สาวที่สนิทกัน
บอกว่าจะไม่เรียนปริญญาโทต่อแล้ว พี่สาวคนนี้ตกใจมาก
ถามว่าเราตรวจพบเชื้อเอชไอวีใช่ไหม เราเองลืมไปว่าเคยพูดทีเล่นทีจริงว่า
ถ้าติดเชื้อเอชไอวีจะเลิกเรียนปริญญาโท หลังจากหายตกใจแล้ว
พี่สาวได้เล่าเรื่องหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งเคยอ่านชื่อ "เอดส์ไดอารี่"
เราจึงรีบไปหาซื้อมาอ่าน ได้มา3เล่ม เราเปิดอ่านผ่านๆ
เพราะตอนนั้นจิตใจไม่ได้เชื่อมั่นกับอะไรเลย
ไปเปิดเจอเว็บไซด์ของเจ้าของหนังสือชื่อ "แก้วไดอารี่"
เวลานั้นเราหวาดระแวงคนรอบข้างไปหมด กลัวคนที่ทำงานรู้ไปมากกว่านี้
กลัวเพื่อนบอกต่อๆกันไป เย็นวันหนึ่งเราใช้เวลาหลังเลิกงาน
รวบรวมความกล้าเข้าไปในเว็บไซด์แก้วไดอารี่ ตอนนั้นเราไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นตรงไหน
หรือทำอย่างไร เราเพียงต้องการคุยกับใครสักคนที่ติดเชื้อเอชไอวีเหมือนเรา
เราพยายามสมัครเข้าไปคุยในห้องสนทนา วันนั้นเราโชคดีได้คุยกับสมาชิกคนอื่นๆ
วินาทีนั้นเหมือนฟ้าประทานสิ่งดีๆให้เรา สมาชิกในเว็บแก้ว
เขานัดพบกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง หลังจากยืนยันจนแน่ใจแล้ว
เราจึงตัดสินใจว่าไป เราจะไปเพื่อดูให้เห็นกับตาว่าคนติดเชื้อเอชไอวีเขาเป็นอย่างไร
เขาสามารถมีชีวิตอยู่ได้จริงๆ และมีตัวตนจริงๆ
ตอนนั้นเรา กลัวถูกหลอก กลัวถูกรังเกียจ กลัวไปสารพัด
แต่มีความคิดอย่างหนึ่งขึ้นมาว่า
ไม่มีอะไรที่ต้องกลัวไปมากกว่านี้อีกแล้วในชีวิตนี้ จึงไปตามที่เขานัด
ตอนนั้นมโนภาพไว้ว่าคนที่ติดเชื้อเอชไอวีต้องผ่ายผอม ผิวสีดำ หน้าตอบเป็นกระดูก
พอไปถึงเดินเข้าไปในร้านเราหมดแรงเข่าอ่อนแทบทรุด อยากจะวิ่งหนีไปให้ไกลๆ
เรามองเห็นคนที่นั่งอยู่10กว่าคน ผ่ายผอม ผิวสีดำ หน้าตอบเป็นกระดูก น่าสะพรึงกลัวมาก
แต่เรายังเก็บความรู้สึกนั้นไว้ในใจ เรานั่งลงสังเกตุการณ์ไปเรื่อยๆ มีความรู้สึกว่าทุกคน
หัวเราะสนิทสนมกัน สักครู่มีคนหันมาเริ่มสนใจเรา สอบถามเรา ชวนเราพูดคุยไปเรื่อยๆ
พอคุยกันไปได้สักพัก เราจึงได้เข้าใจว่า แท้ที่จริงทุกสิ่งทุกอย่างออกมาจากใจเราเอง
เราเกิดความสับสน หวาดกลัว ความระแวง จนมองคนอื่นให้เป็นไปตามมโนภาพของเรา
คนรอบข้างปรกติดีทุกคนไม่มีใครเป็นอย่างที่เราเห็นในครั้งแรก
ใจหนอใจคิดไปได้ถึงเพียงนี้ คืนวันนั้นเรากลับมาด้วยความรู้สึกดี
มีความหวัง มีเพื่อน มีกำลังใจ อย่างน้อยที่สุด
เราเองไม่ได้ติดเชื้อเอชไอวีคนเดียวในโลกนี้ ยังมีคนอีกนับล้านคนในประเทศไทยที่
เหมือนเรา เรานอนหลับสบายเป็นค่ำคืนแรกนับตั้งแต่กลายมาเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี
ตอนนั้นเรากลับมาคิดย้อนเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในอดีต และตั้งใจว่าจะ
เก็บมันลงในลิ้นชักให้เป็นอดีตต่อไป ตั้งแต่วันนี้เวลาที่เหลืออยู่ในความหมายของคนอื่นจะ
สำคัญเพียงไรเราไม่อาจรู้ได้ แต่สำหรับเราแล้ว เวลาที่เหลืออยู่เราจะต่อสู้ เชื้อเอชไอวีมัน
อยู่ในตัวเรา เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่คู่กับมัน
เราตัดสินใจบอกน้องสาวซึ่งเป็นพยาบาล
น้องสาวเรารับได้และพูดประโยคหนึ่ง
ที่ทำให้เราลุกขึ้นยืนทั้งที่ยังโยกเยกจะล้มดีหรือจะยืนต่อไป
น้องสาวพูดว่า
"พี่อย่าไปก่อนแม่ก็แล้วกัน"
เราลืมไปว่าแม่เราเป็นมะเร็งในลำไส้ใหญ่
และเราเป็นคนบอกให้แม่สู้กับมัน
กว่าที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะต่อสู้กับใจตัวเองได้ต้องผ่านความรู้สึกเป็นและตายมาแล้ว
ณ วินาทีนั้นเรารับรู้ได้โดยไม่ต้องมีใครมาบอกว่า
"เวลาที่เหลืออยู่คือความหมายใด"
แม่จะใช้เวลาที่เหลืออยู่ อยู่กับลูกทุกคน
ถ้าหากแม่รู้แม่ต้องจากเราไปด้วยความเสียใจแน่นอน
จันทร์, 01 พฤศจิกายน 2004
#1 By P.S. on 2005-08-31 22:04