Food

เห็ดกิโลละ 2 แสน

posted on 02 Jun 2005 09:44 by astarlink  in Food

มาเกริ่นให้เรื่องเห็ดที่แพงที่สุดในโลก

ต้นปีมีการประมูล ดอกเดียวล้านกว่าบาท

สีขาวนะครับ (ไม่เคยเห็น ไม่เคยกิน)

เห็นทรัฟเฟิลมี 2 สีนะครับ

กลิ่นก็เหมือนแก๊สครับ หอมไหม ก็อ่า...เห็ดอ่ะเห็ด

แพงเพราะเพาะไม่ได้ แล้วมันก็อยู่ใต้ดิน

เวลาหาก็ต้องใช้หมูดมกลิ่น

เวลาหาเจอแล้วก็ต้องแย่งกับหมู

หมาก็ใช้ได้ แต่ไม่ดีเท่าหมู

ไว้จะหาภาพมาให้ดู รูปหมูตัวโตๆ หาเห็ด

มหัศจรรย์เห็ดทรัฟเฟิล
เรียน คุณสุมิตรา จันทร์เงา (คนรักผัก)


เนื่องจากกระผมได้เป็นสมาชิกของ เทคโนโลยีชาวบ้าน ประมาณ 3 ปีแล้ว กระผมจำได้ว่า "คนรักผัก" ที่กระผมเคยอ่านและข้องใจมาตลอดเกี่ยวกับคอลัมน์ที่ลง เห็ดทรัฟเฟิล ว่าสามารถขึ้นกับต้นไม้ที่เป็นพืชตระกูลถั่ว ซึ่งเมื่อกระผมได้อ่าน กระผมก็ได้เพาะ ต้นก่อ เดี๋ยวนี้ก็ประมาณ 2 ปีแล้ว และสูงประมาณ 1 เมตร ก็กะว่าสักวันคงจะมีเชื้อเห็ดมาใส่ลงรากต้นก่อ จะเป็นไปได้ไหม? คือผมใฝ่ฝันมา 2 ปีแล้ว
แต่เผอิญ 2 เดือนที่แล้ว ผมอ่านจากคอลัมน์เดลินิวส์ว่า สามารถทำเชื้อเห็ดทรัฟเฟิลมาใส่ลงรากต้นไม้ได้เหมือนกับที่ผมเคยอ่านจากคอลัมน์ของคุณ (คนรักผัก) ผมอยากจะให้คอลัมน์ (คนรักผัก) ลงรายละเอียดมากกว่านี้จะได้ไหม ถ้าเราจะขอเชื้อมาทดลอง (เห็ดทรัฟเฟิล) หรือซื้อเชื้อเห็ดทรัฟเฟิลมาทดลอง เราจะซื้อได้จากที่ไหนครับ ถ้าประสบความสำเร็จกระผมก็จะขยายให้ชาวบ้านทำบ้าง เผื่อจะมีรายได้เพิ่มขึ้นครับ
โดยความเคารพอย่างสูง
สมพงษ์ ทวีกุล
*ป.ล. เห็นว่าคนที่ทำวิจัย (อาจารย์) ทำวิจัยอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ครับ
ผมมี 1. ต้นก่อ 2. ต้นถั่วอัลมอนด์ จะใช้ได้ไหมครับ

ฉบับนี้เปลี่ยนบรรยากาศมาพูดคุยกันเรื่องข้องใจตามจดหมายที่เขียนเข้ามาถามไถ่กันบ้างนะคะ

จดหมายของคุณสมพงษ์ทำให้ต้องกลับไปค้นเรื่องที่เขียนค้างไว้เก่า ๆ มาอ่านอีกครั้ง จำได้ว่าคราวนั้นมีโอกาสไปเก็บเห็ดกับกลุ่มอาจารย์และชาวบ้านที่เชี่ยวชาญเรื่องการเก็บเห็ดที่จังหวัดอุบลราชธานี เลยได้ข้อมูลเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับ "เห็ดทรัฟเฟิล" มาเล่าสู่กันฟัง ปรากฏว่าเป็นที่สนใจอย่างกว้างขวางในหมู่คนรักเห็ด


เนื่องจากเห็ดใต้ดินชนิดนี้มีราคาแพงแสนแพง เป็นที่ต้องการของตลาดทั่วโลก แต่มีปริมาณน้อยมากเพราะส่วนใหญ่เป็นผลผลิตในธรรมชาติจากป่าโดยตรง ยังไม่สามารถเพาะเลี้ยงได้เหมือนกับเห็ดชนิดอื่น ๆ แต่ก็มีนักวิจัยจำนวนมากทุ่มเทศึกษาวิจัยการเพาะเลี้ยงเห็ดชนิดนี้ จนดูเหมือนว่าเริ่มประสบความสำเร็จขึ้นมาแล้วในปัจจุบัน


ก่อนที่จะตอบคำถามในรายละเอียดเกี่ยวกับเห็ดที่ได้ฉายาว่า Black Diamond หรือ "เพชรดำ" นี้ คิดว่าเราน่าจะมาทำความรู้จักกับเรื่องราวของเห็ดมหัศจรรย์ทั่ว ๆ ไปกันเสียหน่อยดีไหม


เป็นที่ทราบกันดีว่าเห็ดนั้นเป็นทั้งอาหารและยา ในโลกนี้มีตำนานเกี่ยวกับเห็ดมากมาย บางตำนานฟังดูลึกลับน่ากลัวราวกับเทพนิยาย บางเรื่องก็ฟังดูมหัศจรรย์อย่างเหลือเชื่อ แต่มนุษย์ก็สามารถสัมผัสสัมพันธ์กับเห็ดต่าง ๆ ทั้งหลายในชีวิตประจำวันผ่านรายการอาหารหลากหลายทั้งแบบพื้น ๆ เรียบง่าย ไปจนถึงอาหารราชสำนักอันหรูเริดกันเลยทีเดียว


มนุษย์รู้จักบริโภคเห็ดมาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ในฐานะที่เป็นผลผลิตจากป่า ซึ่งชาวบ้านหรือคนท้องถิ่นที่อยู่อาศัยใกล้ป่าและพึ่งพาอาหารตามสภาพธรรมชาติมักจะรู้ดีว่าเห็ดชนิดไหนกินได้ ชนิดใดมีพิษ และมีการเก็บบันทึกเรื่องราวของเห็ดต่าง ๆ บอกเล่าต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน รุ่นแล้วรุ่นเล่า


คนโบราณในหลายภูมิภาคของโลกสามารถค้นพบและแยกแยะเห็ดที่มีรสชาติยอดเยี่ยมกับเห็ดที่มีพิษได้เป็นอย่างดี ในยุคที่วิทยาการเพาะเลี้ยงเห็ดยังไม่เจริญก้าวหน้าแบบทุกวันนี้ การเก็บเห็ดป่าตามฤดูกาลจึงเป็นเรื่องสำคัญพอ ๆ กับการออกล่าสัตว์เลยทีเดียว


คนยุโรปขึ้นชื่อว่าเป็นนักนิยมบริโภคเห็ดที่โดดเด่นกว่าชนชาติอื่น โดยเฉพาะคนแถบยุโรปตะวันออกและยุโรปทางตอนใต้จะนิยมออกเก็บเห็ดป่ากันทุกฤดูใบไม้ร่วง โดยชาวบ้านแต่ละกลุ่มจะมีความเชี่ยวชาญในการเก็บเห็ดที่สั่งสมกันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ และมักจะรู้ว่าสามารถออกล่าเห็ดป่าเลิศรสกันได้ที่ไหนบ้าง บางครอบครัวถึงขนาดมีแหล่งเก็บเห็ดที่เป็นความลับเฉพาะกลุ่มหรือของตระกูลกันเลยทีเดียว


เห็ดถูกเก็บไปปรุงอาหารในแบบต่าง ๆ มีความละเอียดซับซ้อนแตกต่างกันไปตามพื้นฐานวัฒนธรรมของแต่ละชนชาติ และศิลปะในการปรุงอาหารจากเห็ดก็จะถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่งเรื่อย ๆ ในขณะเดียวกัน คนโบราณเหล่านั้นก็สามารถค้นพบความมหัศจรรย์ในสรรพคุณทางยาของเห็ดแต่ละชนิดไปด้วย ทำให้เห็ดกลายเป็นทั้งอาหารชั้นแนวหน้า เป็นยารักษาโรค และกลายเป็นเครื่องบวงสรวงสังเวยเทพเจ้าในบางชนเผ่าที่ใช้เห็ดในฐานะอาหารลี้ลับเพื่อสื่อสารกับภูติผีเทวดาด้วย


ซึ่งในกรณีนี้เชื่อว่าคนเหล่านั้นคงค้นพบความมหัศจรรย์ของพิษจากเห็ด ซึ่งก่ออาการหลายอย่างตั้งแต่ความเมามาย สะลึมสะลือไม่รู้สึกตัว จนกระทั่งเจ็บป่วยเมื่อได้รับพิษถึงขนาดล้มตายได้
ฟังดูแล้วน่าทึ่งนะ!


มีบันทึกปรากฏเป็นหลักฐานตั้งแต่สมัยกรีก-โรมันว่า ชาวกรีกและโรมันจัดให้เห็ดเป็นอาหารระดับแนวหน้าของชนชั้นสูง และขณะเดียวกันก็มีบันทึกถึงพิษภัยของเห็ดบางชนิดที่คนกินเข้าไปแล้วถึงตายได้ เห็ดที่คนโรมันนิยมบริโภคในเวลานั้นมีหลายชนิดด้วยกัน เป็นต้นว่า เห็ดทรัฟเฟิล เห็ดมอเร็ล เห็ดพับบอล เห็ดผึ้ง และเห็ดตามทุ่งอีกหลายชนิด


เป็นที่น่าสังเกตว่า ความนิยมบริโภคเห็ดทรัฟเฟิลมีต่อเนื่องมาตั้งแต่ยุคโรมันจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่เสื่อมมนต์ขลัง สะท้อนความเป็นจริงที่ว่าเห็ดชนิดนี้ต้องดีจริง มีรสชาติถูกปากถูกใจจึงเป็นที่ต้องการอย่างไม่เสื่อมคลาย เมื่อวิทยาการของโลกเจริญขึ้น เห็ดทรัฟเฟิลจึงเป็นเป้าหมายสำคัญของมนุษย์ในการเสาะแสวงหาความลี้ลับต่างๆ นานาที่อยู่เบื้องหลังรสชาติวิเศษแสนแพงนี้ ออกมาตีแผ่ให้เป็นที่ประจักษ์
ทรัฟเฟิล เป็นเห็ดที่ฝังตัวอยู่ใต้ดิน มีลักษณะเฉพาะที่ต่างไปจากเห็ดอื่น ๆ คือ เห็ดชนิดนี้ต้องอยู่ร่วมกับรากต้นไม้ที่เกื้อกูลซึ่งกันและกันในการดำรงชีพเท่านั้น ไม่ได้ขึ้นทั่วไปในสภาพอากาศและอุณหภูมิที่เหมาะสมเพียงอย่างเดียว


ทรัฟเฟิลเป็นเห็ดที่มีกลิ่นหอมแรงและรสชาติดี เป็นที่ถูกใจชาวยุโรปมาก ราคาจึงสูงลิ่ว จึงมีการเปรียบเทียบเห็ดชนิดนี้เหมือนกับเพชรในครัวเลยทีเดียว
ส่วนเห็ดผึ้ง เห็ดขมิ้น นั้นเป็นเหมือนราชาประจำครัว เห็ดมอเร็ลเป็นอาหารคำน้อย ๆ ที่ทุกคนใฝ่ฝันในช่วงฤดูใบไม้ผลิ เห็ดพับบอลคล้ายกับเห็ดจาวมะพร้าวหรือเห็ดหัวเข่าที่ขึ้นตามสนามหญ้า เมื่อเนื้อในของเห็ดเหล่านี้ยังขาวอยู่ คนยุโรปเขาจะนำมากินกัน
สำหรับเห็ดยุคใหม่ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน เป็นต้นว่า เห็ดหมึกหรือเห็ดถั่วจะเป็นเห็ดที่มีรสชาติดีมากเมื่อยังอ่อนอยู่ ส่วนเห็ดกระดุม เห็ดเข็มทอง เห็ดเข็มเงิน เห็ดนกยูง เห็ดนางรม เห็ดเป๋าฮื้อ เห็ดฟาง เห็ดหอม นับว่าเป็นเห็ดปลูกที่ทรงคุณค่าทางด้านโภชนาการเป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลก
นอกจากนั้น เห็ดยังมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบนิเวศของโลก


เคยมีผู้ประมาณการว่า ในโลกนี้มีพืชตระกูลเห็ดหรือเชื้อรายีสต์มากกว่า 200,000 สายพันธุ์ ตั้งแต่เห็ดดอกใหญ่ยักษ์ไล่เรื่อยไปถึงที่เป็นราขนาดเล็กในแพลงก์ตอน แต่ที่เป็นเห็ดจริง ๆ มีประมาณ 30,000 ชนิด และในจำนวนนี้มีเพียงไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ ที่เป็นพิษ เห็ดจึงมีศักยภาพในการเป็นอาหารสูงมาก ทั้งยังเป็นยา และสามารถแปรรูปเป็นขนม ของขบเคี้ยว และเครื่องดื่มสุขภาพต่าง ๆ ได้อีกมากมาย
อาจารย์สาธิต ไทยทัตกุล นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม นักวิชาการเคมีเกษตรและเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงวิจัยเห็ด และที่ปรึกษางานวิจัยเรื่องเห็ดในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา เคยให้เกร็ดความรู้เรื่องเห็ดเป็นอาหารและเป็นยาที่น่าสนใจในเรื่องสรรพคุณต่าง ๆ ที่อยากเอามาเล่าต่อให้บรรดาคนรักเห็ดทั้งหลายได้รู้ไว้ ดังนี้


เห็ดโคน หรือ เห็ดปลวก ช่วยให้สมองแจ่มใส ความจำดี บรรเทาริดสีดวงทวาร
เห็ดกระดุม ช่วยให้แม่ลูกอ่อนมีน้ำนมมากขึ้น
เห็ดฟาง แก้โรคลักปิดลักเปิด เลือดออกตามไรฟัน และช่วยสมานแผล
เห็ดหัวลิง บรรเทาและรักษาแผลเรื้อรัง อักเสบในกระเพาะและลำไส้ส่วนต้น
เห็ดนางรมขาว และ เห็ดในตระกูลเห็ดนางรม ช่วยลดอาการปวดเอว ปวดขา เส้นเอ็นยึด และอาการชาตามแขน ขา
เห็ดลม ควบคุมร่างกายให้สมดุล และการทำงานในระบบประสาทปกติ
เห็ดยานาหงิ ช่วยขับปัสสาวะ
เห็ดหอม ป้องกันอาการหลังค่อม ดูแลกระดูกอ่อนในทารก และช่วยลดคอเลสเตอรอล
เห็ดเข็มทอง รักษาตับ


สำหรับ เห็ดทรัฟเฟิล มีสรรพคุณวิเศษอย่างไรนั้นจะยังไม่เล่าในฉบับนี้ แต่ขอยกตัวอย่างบางตอนจากหนังสือ "แสนสุขเสมอในโปรวองซ์" หนึ่งในผลงานสารคดีชุดโปรวองซ์อันลือลั่นของ ปีเตอร์ เมล (สำนักพิมพ์มติชน แปลโดย งามพรรณ เวชชาชีวะ) ซึ่งผู้เขียนได้เล่าถึงความคลั่งไคล้หลงใหลของผู้คนต่อเห็ดที่เป็นเพชรแห่งครัวชนิดนี้ไว้อย่างสนุกสนานน่าสนใจในบทแรกเริ่มของหนังสือ...


"แฟรงค์" เพื่อนของผม ผู้ครั้งหนึ่ง นิตยสารหรูหราเคยบรรยายว่าเป็นเศรษฐีผู้เก็บเนื้อเก็บตัวโทรศัพท์สายตรงมาหาจากลอนดอน...มีกระแสความร้อนรนอยู่ในน้ำเสียง เมื่อเขาอธิบายว่า โทร.มาเพราะอะไร


"นี่ก็เดือนมีนาคมแล้ว" เขาบอก "แล้วผมก็เป็นห่วงเรื่องเห็ดทรัฟเฟิล ยังพอมีเหลือไหมครับ"
เดือนมีนาคมคือสิ้นสุดฤดูเห็ดทรัฟเฟิล และในตลาดรอบตัวเราซึ่งถือว่าอยู่ใกล้ถิ่นเห็ดทรัฟเฟิลที่เชิงเขามง วองตูนี้ พ่อค้าดูเหมือนจะหายตัวกันไปหมดแล้ว

ผมบอกแฟรงค์ไปว่าเขาคงจะปล่อยให้สายเกินไปเสียแล้ว
เกิดความเงียบอันชวนพรั่นพรึงขึ้นเมื่อเขารู้เต็มตาเต็มใจถึงการสูญสิ้นอาหารเลิศรส ไม่มีไข่เจียวใส่เห็ดทรัฟเฟิล ไม่มีเห็ดทรัฟเฟิลหุ้มแป้งพาย ไม่มีหมูอบโรยหน้าด้วยเห็ดทรัฟเฟิล สายโทรศัพท์หนักอึ้งด้วยความผิดหวัง
"มีอยู่คนหนึ่ง "ผมพูดออกไป "ที่อาจจะพอมีบ้าง ผมจะลองติดต่อเขาดู"
แฟรงค์ครางอย่างสุขใจ "ยอด ยอดไปเลย แค่สองกิโลก็พอ ผมจะเอาใส่กล่องเก็บไข่ไก่และแช่แข็งไว้เลย เอาไว้กินในฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน แค่สองกิโลนะครับ"


เห็ดทรัฟเฟิลสดสองกิโลกรัมตามราคาปัจจุบันที่ปารีสก็อาจจะสูงกว่าหนึ่งพันปอนด์ (ประมาณหกหมื่นห้าพันบาท) ต่อให้ลงมาทางใต้ที่แคว้นโปรวองซ์นี้ อีกทั้งตัดคนกลางออกไปทั้งยวงและซื้อจากนักล่าที่สวมรองเท้าบู๊ตเปื้อนโคลนและมือหยาบกร้าน การลงทุนซื%



edit @ 2005/06/07 22:50:55

มาแนะนำหนังสือน่าอ่าน

"โปรเชฟ บันลือโลก" ที่สุดแห่งเชฟระดับอุโฆษ

เขียนโดย เชฟบุญแทน สันติวนานนท์

ในเล่มมีเรื่องเชฟ ตำแหน่งเชฟ เชฟของราชวงศ์ เชฟเงินล้าน

มีเชฟไทยด้วยนะ สำหรับวันนี้เอาส่วนนึงเล็กๆมาให้อ่าน

เผื่อใครไม่รู้ว่าเชฟเนี่ย เงินเดือนแสนกว่า อาจอยากเปลี่ยนอาชีพก็ได้

ลองอ่านดูนะครับ ( ขออนุญาตยกมาให้อ่านคร่าวๆ 1 เรื่องครับ)

Anton Mosimann

หนึ่งใน Chefs ที่โด่งดังที่สุดและเป็นตำนานในประเทศอังกฤษ มีชื่อ Anton Mosimann รวมอยู่ด้วย เขาเกิดในตระกูลชาวภัตตาคารที่ Jura Mountains ประเทศ Switzerland เขาช่วยบิดามารดาทำงานในภัตตาคาร ของครอบครัวมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งคล้ายคลึงกับ Chefs ทั้งหลาย ที่การปรุง อาหารกลายเป็นสิ่งที่คุ้นเคย และเกิดความปรารถนาที่จะมีอาชีพเป็น Cook

Anton Mosimann เริ่มเข้าสู่อาชีพอย่างจริงจังเมื่ออายุ 15 ปี ด้วยการเป็นคนฝึกงานในโรงแรมหลายแห่งในประเทศ Switzerland แล้วออก ไปหาประสบการณ์ในประเทศต่างๆ ในแถบ Europe, Canada และมา Asia เขาทำงานในประเทศญี่ปุ่นอยู่เกือบ 1 ปี รายละเอียดของชีวิตการทำงานของ Anton Mosimann ในช่วงนี้ไม่เป็นที่เปิดเผย จนกระทั่งเมื่อเขาทำงานมานาน 10 ปี คือขณะที่เขามีอายุ 25 ปีเขาเป็นหนึ่งในบรรดา Chefs อายุ น้อยที่สุดที่ได้รับ Master Chef Diploma (ประกาศนียบัตรหัวหน้ากุ๊ก)

ปี 1975 ผู้คนในวงการอาหารและสังคม Chefs เพิ่งมาได้ยินชื่อ Anton Mosimann เมื่อเขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็น Chef de Cuisine ของโรงแรม Dorchester ในกรุง London หลังจากได้ทำงานในพระราชวัง Buckingham เพราะ The Dorchester เป็นโรงแรมเก่าแก่แห่งหนึ่งในตำนานของโรงแรม ทั่วโลก

เขาได้ชื่อว่าเป็น Chef หัวหน้าแผนกครัวที่มีอายุน้อยที่สุดใน ประวัติศาสตร์ของโรงแรมนี้ เขาอยู่ในตำแหน่งนี้ยาวนานถึง 13 ปี ได้สร้าง ประสบการณ์ใหม่ๆมากมาย การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดได้แก่ การที่เขา ส่งเสริมให้คนหนุ่มสาวได้ทำงานอย่างเต็มความสามารถ และปรับตำแหน่ง ให้ขึ้นเป็น Sous Chefs แทน Chefs รุ่นเก่าๆ ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติที่ผิดไปจาก ที่เคยเป็นมาแต่โบราณ

นอกจากนี้ เขายังทำให้ The Dorchester เป็นโรงแรม แห่งแรกที่ได้รับ 2 Michelin Stars ซึ่งต่อมา ผู้ใต้บังคับบัญชาและ ลูกศิษย์ที่ทำงานกับเขาที่นี่ได้ออกไปเป็น Chefs ที่ Michelin Stars ถึง 9 คน นี่คือข้อพิสูจน์ความเป็นยอดChef ยอดผู้นำที่เปิดโอกาสให้ผู้ใต้บังคับบัญชา ได้เกิด มีความก้าวหน้าในการทำงาน ทั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติหรือ โชคช่วย แต่เป็นเพราะความห่วงใย

ถึงแม้ตัวเขาเองจะออกจากโรงแรม The Dorchester ก็ยังติดต่อไปมาหาสู่และให้คำแนะนำ และให้ความช่วย เหลือบรรดา Chefs รุ่นใหม่ๆ เหล่านั้น นี่เป็นคำบอกเล่าของ อดีตลูกศิษย์อย่าง David Nicholson ผู้เป็น Executive Chef และ F & B Director ของโรงแรม Mandarin Oriental ใน London

ปี 1983 ความโด่งดังมีชื่อเสียง ทำให้ Anton Mosimann เขียน หนังสือตำราอาหารเล่มแรก Cuisine a la Carte และตามมาด้วย A New Style of Cooking The Art of Anton Mosimann

ปี 1985 หลังจากทำงานเป็น Chef อยู่ The Dorchester มา 10 ปี เขาวางตลาดหนังสือตำราอาหารเล่มที่ 3 ซึ่งมาแนวใหม่ Cuisine Naturelle ที่เขาแนะนำการปรุงอาหารแนวธรรมชาติมากขึ้น โดยไม่ใช้ไขมันและ เหล้าในการปรุงจนได้รับความนิยมไปทั่วโลก ชื่อ Anton Mosimann ขึ้น ทำเนียบ Chef ระดับโลกตั้งแต่บัดนั้น

ปี 1988 หลังจากที่เขาออกจาก The Dorchester แล้ว เขาได้เปิด Mosimanns Club สำหรับสมาชิกที่เป็นคนในสังคมชั้นสูง มารับประทาน อาหารให้สมศักดิ์ศรี เขาได้ทำธุรกิจหลายอย่างที่เกี่ยวกับอาหาร หนึ่งใน ธุรกิจที่เขาเริ่มต้นคือ งานจัดเลี้ยง Party Service เริ่มจากในกรุง London ธุรกิจด้านนี้ของเขาได้รับความนิยมในหมู่สังคมชั้นสูง

เมื่อ Louis Vuitton ต้องการอาหารค่ำ Anton Mosimann ก็จะใช้สมองคิดค้นหาสิ่งใหม่ๆ มาเป็นจุดขาย ว่ากันว่ามีอยู่ครั้งหนึ่ง เขานำเข่งตะกร้าหวายที่นึ่งขนมจีบ ซาลาเปา มาใส่อาหาร4 จาน (Courses) 4 ชั้นอย่างเก๋ไก๋จนเป็นที่ฮือฮา จาก ความ คุ้นเคยที่ได้รับใช้ราชวงศ์อังกฤษ ทำให้เขาได้มีโอกาสรับจัดงาน เลี้ยงให้แก่เจ้าฟ้าชาย Charles มกุฎราชกุมาร แห่งประเทศอังกฤษ

ปี 1996 เขาก่อตั้ง Mosimann Academy โรงเรียนสอนทำอาหารใน London ที่เขาตั้งใจให้เป็นแหล่งวิชาการเพื่อผลิตChefs ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง เป็น ที่กล่าวขานกันว่า เขามีห้องสมุดในโรงเรียนแห่งนี้เป็นที่เก็บตำราอาหารมาก มายถึง 6,000 เล่ม ซึ่งสะสมกันมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 16 บางเล่มมีอายุ เก่าแก่เกือบ 500 ปี นอกจากนี้เขายังสะสม Menus เป็นจำนวนมากจากการ เดินทางไปทุกมุมโลกของเขา

ในปีเดียวกันนี้ Anton Mosimann ก็ได้ก่อตั้งโครงการ Creative Chefs ซึ่งเป็น Chefs Center ที่เขาบริการลูกค้าด้วยการเสาะหาและสร้าง Chefs ที่มี คุณภาพ ไว้ตอบสนองความต้องการของแรงงานที่มีฝีมือในระดับ Executive Chefs และ Sous Chefs

ปี 2001 The Chateau Mosimann ที่Olten ใน Switzerland เป็นปราสาท ซึ่งตั้งอยู่ในที่สูง จนสามารถมองเห็นได้รอบทิศทาง 360 องศา ซึ่งเป็น ความฝันที่เป็นจริงของเขา ที่เปิดเป็นโรงแรมและบริการอาหารสำหรับ สมาชิกเท่านั้น เป็นแบบเดียวกับที่ Mosimanns Club ในกรุง London ของเขา

หนึ่งในอาหารจานเด็ดของ Anton Mosimann คือ Bread and Butter Pudding ซึ่งเป็นอาหารหวานยอดนิยมของชาวอังกฤษ เชื่อหรือไม่ว่า อดีตประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา Jimmy Carter เคยจัดงานเลี้ยงอาหาร ค่ำงานหนึ่ง แล้วติดต่อให้ Anton Mosimann บินจากอังกฤษไปอเมริกา เพื่อ รับผิดชอบทำของหวาน Bread and Butter Pudding เพียงอย่าง เดียวเท่านั้น

Anton Mosimannได้ออกTV. นับเป็นร้อยๆครั้ง โดยเขาเคยมีรายการ TV. ของตนเอง 2 รายการในประเทศอังกฤษ คือ Cooking with Mosimann และต่อมา Anton MosimannNaturally ส่วนปัจจุบันนี้เขามีรายการ Cooking Show ของตนเองคือ Mosimanns Culinary Switzerland ในบ้าน เกิด Switzerland ของเขา

หนังสือตำราอาหารที่เขาเขียน เริ่มออกวางจำหน่ายตั้งแต่ปี1983 จนถึง ปัจจุบันนี้มีทั้งสิ้น 13 เล่ม ขายได้รวมกันทั้งหมดกว่า 1 ล้านเล่ม

นอกจากนั้น Anton Mosimann ยังได้รับการยกย่องและได้รับรางวัล ต่างๆมากมาย รวมทั้งปริญญาเอกกิตติมศักดิ์สาขาศิลปะอาหาร จาก มหาวิทยาลัยจอห์นสันแอนด์เวลส์เช่นเดียวกับ Wolfgang Puck แต่เขาได้รับ ในปี 1990 ที่วิทยาเขตชาล์สตัน ในรัฐเซาท์แคโรไลน่า สหรัฐอเมริกา

เอกลักษณ์ประจำตัวอย่างหนึ่งของ Anton Mosimann ที่คนมักจะจำ ได้ดีคือ เขาเป็น Chef ที่มีชื่อเสียงคนเดียวในโลกที่ชอบผูกโบว์หูกระต่าย (Bow Tie) แทนผ้าพันคอ เมื่อเขาอยู่ในเครื่องแบบ Chef

มีสื่อมวลชนของประเทศอังกฤษที่ Anton Mosimann อาศัยตั้งรกราก ทางธุรกิจอยู่ ได้เคยประเมินทรัพย์สินของเขาไว้ว่า น่าจะมีมูลค่าทั้งสิ้นราว 20 ล้านปอนด์ หรือ เทียบเป็นเงินไทยได้กว่าหนึ่งพันล้านบาท นับว่าอาชีพ Chef ทำรายได้ให้แก่ Anton Mosimann ไม่น้อยเลย

......... มีรูป แต่เอามาใส่ไม่ได้อ่ะ ลองแล้ว ไม่รู้ทำไง

ไว้ถ้าชอบอ่านแบบนี้จะเอามาให้อ่านอีกนะครับ

วันนี้มีสูตรเด็ดเคล็ดลับมาฝาก

เป็นอาหารเรียกน้ำย่อย อร่อยๆ

การทำก็เรื่องมาก แต่ก็นะ

จะมาสอนทำไข่เจียวก็จะธรรมดาไป

........................ สูตรเต็มๆจริง จากเด็กของผมเอง (เดะหนุ่มๆด้วยนะ)

มีรูปขนมอร่อยๆ สาวๆเห็นต้องน้ำลายไหล

ที่หม่ำไปเนี่ย เพื่อชาตินะ ไม่ได้คิดอื่นไกลเลย

ตอนนี้น้ำหนักเลยขึ้นเอาๆ

DUCK TERRINE WITH CHICKEN STUFFING WITH

APRICOT CHUTNEY SAUCE

TOMATO SALSA IN ENDIVES AND

MUSHROOM MOUSSE IN BRIOCHES

เทอร์รีนเป็ด

ส่วนผสม

เนื้อเป็ดทั้งตัว 450 กรัม

หนังเป็ดทั้งตัว (นำไปเจียวเป็นน้ำมัน) 300 กรัม

ถั่วพิสตาชิโอ (ต้มและลอกเปลือกออก) 50 กรัม

เห็ดหอมสดสับละเอียด 50 กรัม

โรสแมรี่สับละเอียด 1 .

ไข่ไก่ 1 ฟอง

เกลือป่น 1 ..

พริกไทยป่น ¼ ..

บรั่นดี ..

ส่วนผสมสำหรับยัดไส้

เนื้ออกไก่ 2 ชิ้น

โรสแมรี่สับละเอียด 1 ..

เกลือป่น ¼ ..

พริกไทยป่น ¼ ..

บรั่นดี 1 ..

น้ำมันมะกอก ½ ..

น้ำมันมะกอก (สำหรับทอดไก่) 1 ..

วิธีทำ

1. แล่เอาหนังเป็ดออกประมาณ 300 กรัม แล้วนำไปเจียว พักไว้ให้เย็น

2. แล่หนังเป็ดส่วนที่เหลือออกให้หมด แล้วแล่เอาแต่เนื้อเป็ดทั้งตัว

3. หมักเนื้อเป็ดกับโรสแมรี่สับ ไข่ไก่ เกลือ พริกไทย บรั่นดี

และหมักไก่ประมาณ 30 นาที

4. ต้มถั่วพิสตาชิโอ ลอกเปลือกออกให้หมด ซับน้ำให้แห้ง

5. นำไก่ที่หมักไว้มาทอดให้เหลือง พักไว้ให้เย็น

6. ผัดเห็ดให้แห้ง พักไว้ และเตรียมพิมพ์

7. นำเนื้อเป็ดที่หมักมาบดให้ละเอียด ใส่น้ำมันเป็ดที่เจียวไว้

แล้วบดต่อจนเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน

8. นำเนื้อเป็ดที่บดมาผสมกับถั่วพิสตาชิโอและเห็ด

แบ่งออกเป็น 3 ส่วน (150, 110, 170 กรัม)

9. ใส่เนื้อเป็ดลงในพิมพ์ 150 กรัม ใช้สเปตูล่าเกลี่ยให้ทั่วพิมพ์

10. นำอกไก่ที่ทอดไว้มาวางตรงกลาง แล้วใส่เนื้อเป็ดลงไป 110 กรัม

เกลี่ยให้ทั่วพิมพ์

11. ใส่เนื้อเป็ดส่วนที่เหลือลงไป เกลี่ยให้ทั่ว

12. อบหล่อน้ำ อุณหภูมิ 150°c ประมาณ 30 นาที

APRICOT CHUTNEY

แอปปริคอทชัดเน่ย์

ส่วนผสม

แอปปริคอทแห้ง 100 กรัม

น้ำ 200 มล.

น้ำตาลทรายขาว 40 กรัม

น้ำมะนาวเลมอน (มะนาวสีเหลือง) 3 ..

โรสแมรี่สับละเอียด 1 ..

เกลือป่น ¼ ..

พริกไทยป่น ¼ ..

วิธีทำ

1. หั่นแอปปริคอตเป็นลูกเต๋า ใส่น้ำตั้งไฟ เคี่ยวแอปปริคอตจนนิ่ม

2. ใส่เครื่องปรุงที่เหลือลงไปทั้งหมด เคี่ยวต่อจนงวด แล้วชิมรส

SPINACH CHOID FROID

ซอสเย็น

ส่วนผสม

น้ำสต๊อกไก่ 1500 มล.

วิปปิ้งครีม 600 มล.

แป้งข้าวโพด 40 กรัม

ไวน์ขาว 1 ..

เจลาตินแผ่น 20 กรัม

เกลือป่น ¼ ..

พริกไทยป่น ¼ ..

ผักโขมจีนปั่น 100 กรัม

วิธีทำ

1. แช่เจลาตินในน้ำ

2. ตั้งน้ำสต๊อกเคี่ยวให้เหลือครึ่งนึง

แล้วใส่วิปปิ้งครีมลงไปเคี่ยวต่อ

3. ปั่นผักโขมจีน ใส่ลงไปเคี่ยวด้วยกัน

4. เคี่ยวให้วิปปิ้งครีมลดลงเล็กน้อย

ยกลงกรองเอาเศษผักออก แล้วตั้งไฟต่อ

5. ปรุงรสด้วยเกลือ และพริกไทย ชิมรส

6. แป้งข้าวโพดละลายน้ำเล็กน้อยใส่ลงไป คนให้เข้ากัน

7. ใส่ไวน์ขาว และเจลาติน ยกลงทิ้งให้เย็น

8. เทใส่พิมพ์หนาประมาณ 1 ซม. แช่ตู้เย็นให้เซ็ทตัว

9. วางเทอร์รีนลงบนซอสเย็นที่เซ็ทตัว

แล้วเทซอสเย็นราดให้ท่วมเทอร์รีน และนำไปแช่ตู้เย็น

MUSHROOM MOUSSE

มูสเห็ด

ส่วนผสม

ครีมชีสกระเทียม 100 กรัม

เห็ดหอมสดสับละเอียด 60 กรัม

หอมหัวใหญ่สับละเอียด 20 กรัม

เกลือป่น ¼ ..

พริกไทยป่น ¼ ..

เนยจืด (สำหรับผัดเห็ด) 20 กรัม

วิธีทำ

1. ผัดหอมหัวใหญ่กับเนยให้เหลือง

2. ใส่เห็ดลงไปผัดให้สุก ปรุงรสด้วยเกลือ, พริกไทย พักให้เย็น

3. นำเห็ดที่ผัดมาตีรวมกับครีมชีสกระเทียมให้เข้ากัน

4. ใส่ถุงบีบใส่แป้งเปลือกพาย

(สูตรแป้งเปลือกพายที่ใช้ทำพายแอปเปิ้ล)

TULIPS

แป้งทิวลิป

ส่วนผสม

แป้งสาลีอเนกประสงค์ 50 กรัม

ไข่ขาว 50 กรัม

เนยสดชนิดจืด (อุณหภูมิห้อง) 50