Health

ข้อต้องรู้ของผู้ใช้ไมโครเวฟ

ไมโครเวฟที่ใช้ในการปรุงอาหารคือคลื่นชนิดใด


คลื่นไมโครเวฟ (Microwave) ที่ใช้ปรุงอาหารคือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเหมือนคลื่นวิทยุ

คลื่นโทรทัศน์คลื่นแสงอินฟราเรด (infrared) คลื่นแสงธรรมดา

แสงอัลตราไวโอเลต (ultraviolet) คลื่นรังสีเอกซ์และคลื่นรังสีแกมมา


คลื่นไมโครเวฟทำให้อาหารสุกได้อย่างไร


คลื่นไมโครเวฟที่ใช้ปรุงอาหารจะมีความถี่คลื่น,๔๕๐ล้านรอบต่อวินาที (หรือ,๑๕๐เมกะเฮิรตซ์)

เมื่อคลื่นพุ่งไปกระทบอาหารจะถ่ายทอดพลังงานของมันให้โมเลกุลของน้ำทั้งในและนอกอาหารเกิดการสั่นสะเทือนเสียดสีกันเป็นความร้อนจึงทำให้อาหารสุกอย่างรวดเร็วเมื่อคลื่นไมโครเวฟมอบพลังงานให้อณูของน้ำหมดแล้วมันก็จะสลายตัวไปไม่สะสมอยู่ในอาหารอีก


ในทางการแพทย์มีการนำคลื่นชนิดนี้มาใช้ในการรักษาบ้างหรือไม่


คลื่นที่ใช้ในไมโครเวฟมีอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่

อาหารที่ผ่านการปรุงด้วยไมโครเวฟจะมีรังสีตกค้างหรือปะปนมาในอาหารหรือไม่


ไม่มีเพราะรังสีเป็นคลื่นพุ่งผ่านแล้วมอบพลังงานของมันให้กับสิ่งที่มันพุ่งผ่านไป

เมื่อพลังงานของมันหมดมันก็สลายตัวไป

ในการใช้เครื่องไมโครเวฟมีข้อควรระวังอะไรบ้าง
๑. เลือกซื้อเครื่องจากบริษัทที่เชื่อถือได้มีมาตรฐานมีการรับรองคุณภาพการผลิต

ฝาตู้ต้องปิดได้แน่นสนิทไม่มีรอยรั่ว


๒. ก่อนใช้ต้องอ่านคู่มือการใช้ให้ละเอียดทำให้ถูกต้องตามขั้นตอน


๓. ไม่ควรวางของหนักหรือเหนี่ยวโหนประตูตู้ในขณะที่ประตูเปิดอยู่

เพราะจะทำให้ฝาตู้ปิดไม่สนิทมีคลื่นไมโครเวฟรั่วออกมาได้ระหว่างใช้


๔. เมื่อตู้ชำรุดไม่ควรแก้ไขเองควรติดต่อช่างที่ชำนาญมาแก้ไข


๕.ไม่ควรใช้ดวงตาแนบกับฝาตู้ขณะเครื่องทำงานเพื่อความไม่ประมาท


๖. ควรติดตั้งเครื่องให้ห่างจากผนังด้านหลังด้านข้างไม่น้อยกว่าเซนติเมตร

และให้ห่างจากโทรทัศน์และวิทยุให้มากที่สุด


๗. การจะวัดว่ามีคลื่นไมโครเวฟรั่วไหลออกมาจากเครื่อง

ทำได้โดยใช้เครื่องSurvey Meter

ซึ่งสามารถติดต่อกับเจ้าหน้าที่กองรังสีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

กระทรวงสาธารณสุขหรือบริษัทใหญ่ๆที่ขายเครื่องไมโครเวฟ

จะมีบริการการวัดคลื่นไมโครเวฟที่รั่วออกมานอกตู้ให้ได้


๘. อายุการใช้งานของเครื่องและการดูแลมีส่วนสำคัญในเรื่องของความปลอดภัยอย่างไร

อายุการใช้งานของเครื่องขึ้นอยู่กับการใช้งานและวัสดุโครงสร้างของเครื่อง

หากใช้ทะนุถนอมไม่ทำรุนแรงก็จะใช้เครื่องได้นานมาก

การดูแลมีส่วนสำคัญมากในเรื่องของความปลอดภัย

เมื่อใช้ตู้ไปแล้วต้องเช็ดทำความสะอาดตู้สม่ำเสมอ

อย่าปล่อยให้เศษอาหารกระเด็นค้างอยู่ในตู้เป็นระยะเวลานานๆ

เพราะความเค็มของอาหารจะทำให้เหล็กตู้เป็นสนิมและเกิดรอยทะลุ

ทำให้คลื่นไมโครเวฟรั่วออกมาเกิดอันตรายกับผู้ใช้ได้และห้ามใช้ของมีคมขูดหรือขัดตู้


ข้อแนะนำทั่วไปสำหรับการใช้ไมโครเวฟที่ถูกต้องและปลอดภัย

ตู้ไมโครเวฟถ้ารู้จักใช้ให้ถูกวิธีจะมีประโยชน์มากเพราะสะดวกรวดเร็วประหยัด

เหมาะสำหรับชีวิตปัจจุบันซึ่งต้องเร่งรีบไปหมดทุกอย่าง

อย่าลืมซื้อเครื่องที่มีมาตรฐานมีการรับรองคุณภาพ

อ่านคู่มือก่อนใช้และเลือกภาชนะที่ใช้ให้เหมาะสม

หากเครื่องดีไม่มีรอยรั่วอันตรายจากไมโครเวฟจะไม่เกิดขึ้นเลย

๑. เลือกภาชนะที่ใช้กับตู้ไมโครเวฟให้เหมาะสม

เช่นชามแก้วทนไฟชามกระเบื้องพลาสติกทนความร้อนภาชนะไม้จานกระดาษ

ห้ามใช้ภาชนะโลหะทุกชนิดกับตู้ไมโครเวฟ

หรือภาชนะกระเบื้องที่มีขอบสีเงินขอบสีทอง


๒. ควรใช้ฝาชีพลาสติกทนความร้อนครอบอาหาร(ในลักษณะไม่ต้องปิดฝาแน่น)เสียก่อนเริ่มเปิดใช้เครื่องไมโครเวฟเพื่อไม่ให้คราบอาหารกระเด็นไปติดตู้จะได้ไม่ต้องเสียเวลาในการทำความสะอาดตู้


๓. ไม่ควรนำอาหารที่มีผิวมันหรือมีเปลือกแข็งเข้าไปทำให้สุกในตู้เพราะความร้อนทำให้อากาศภายในอาหารขยายตัวประกอบกับไอน้ำที่เกิดขึ้นมีแรงดันสูงจะทำให้เกิดระเบิดเสียงดังได้ควรใช้ส้อมจิ้มผิวอาหารหรือเปลือกอาหารให้เป็นรูเสียก่อนเพื่อป้องกันการปะทุที่เกิดจากความร้อนภายในอาหารขยายตัว


๔. หมั่นทำความสะอาดภายในเครื่องคลื่นไมโครเวฟที่ใช้ในการปรุงอาหารไม่มีอันตรายต่อสุขภาพ

เพราะคลื่นจะสลายตัวไปไม่สะสมในอาหารเมื่อกินอาหารที่ทำให้สุกด้วยไมโครเวฟจึงไม่เกิดอันตรายใดๆทั้งสิ้น


การจ้องมองแสงในขณะที่เครื่องกำลังทำงานมีอันตรายต่อดวงตาจริงหรือไม่


ไม่จริงเพราะคลื่นไมโครเวฟไม่สามารถจะทะลุทะลวงผ่านผนังตู้และฝาตู้ออกมาได้และแสงที่เรามองเห็นในตู้ไม่ใช่แสงของคลื่นไมโครเวฟแต่เป็นแสงของดวงไฟฟ้าที่ติดตั้งไว้ให้เห็นสิ่งที่อยู่ภายในตู้ขณะเครื่องทำงานเท่านั้นเอง

ทางการแพทย์นำคลื่นไมโครเวฟมาใช้ในการรักษาบ้างเหมือนกันแต่เป็นคลื่นไมโครเวฟที่มีความถี่คลื่นน้อยกว่าไมโครเวฟที่ใช้ปรุงอาหารเพราะต้องการเพียงความร้อนขนาดอุ่นๆสบายๆหรือความร้อนสูงขึ้นอีกเล็กน้อยขนาดพอทนได้เช่นทางเวชศาสตร์ฟื้นฟูใช้ไมโครเวฟความถี่ต่ำเพื่อใช้คลายอาการปวดกล้ามเนื้อหรือปวดตามข้อซึ่งมีความร้อนขนาดอุ่นๆกำลังสบายๆ

ทางด้านรังสีรักษาและระบบทางเดินปัสสาวะใช้ไมโครเวฟความถี่สูงขึ้นกว่าทางเวชศาสตร์ฟื้นฟูให้ความร้อนสูงขึ้นแต่ไม่ถึงจุดเดือดใช้รักษาทำลายเซลล์มะเร็งเฉพาะที่ตื้นๆร่วมกับการรักษาด้วยรังสีและยารักษามะเร็งเครื่องเดียวกันนี้ยังสามารถใช้รักษาโรคต่อมลูกหมากโตในชายผู้สูงอายุบางรายได้ด้วยคลื่น

ข้อควรระวังในการใช้เตาไมโครเวฟ
microwave , electric เครื่องไฟฟ้ารังสีradiation , pacemaker

เตาอบไมโครเวฟนั้นถ้าคุณภาพดีก็จะไม่มีคลื่นรั่วไหลออกมาเลยหรือมีออกมาในปริมาณที่น้อยมากถ้าเป็นเช่นนี้คุณไปยืนที่หน้าเตาอบก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับร่างกายครับ

แต่ถ้ามีคลื่นไมโครเวฟรั่วออกมาในปริมาณที่มากในเตาอบที่มีคุณภาพไม่ดีถ้าเราไปยืนหน้าเตาโดยเฉพาะถ้าเอาใบหน้าไปใกล้ๆหรือตามองดูอาหารภายในบ่อยๆอาจจะทำให้เกิดต้อกระจกได้ครับ
นอกจากนั้นในคนที่ใช้เครื่องกระดุ้นการเต้นของหัวใจอาจจะทำให้เครื่องทำงานผิดจังหวะได้ครับ

โดยนพ.สุธีศิริเวชฎารักษ์


edit @ 2005/06/05 13:26:08
edit @ 2005/06/05 15:12:09

วิตามิน มีความสำคัญต่อเราแค่ไหน ทำไมต้องทานวิตามิน

หลาย ๆคนมักจะมีความสงสัยเกี่ยวกับวิตามินว่า กินวิตามินมาก ๆ ดีไหม?

วิตามินอะไรช่วยให้แข็งแรงอายุยืน หรือกินวิตามินป้องกันโรคจริงหรือไม่?

วิตามิน คือกลุ่มสารอินทรีย์

เป็นสารอาหารจำเป็นที่ร่างกายต้องการแต่เพียงจำนวนน้อย ๆ แต่ขาดไม่ได้สารกลุ่มนี้มีส่วนช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย บำรุงผิวพรรณ เหงือก ผม ตาเนื้อเยื่อ และช่วยต้านทานโรค วิตามิน แบ่งเป็น 2 พวกใหญ่ ๆ คือพวกที่ละลายได้ในไขมัน (วิตามิน เอ, ดี, อี, เค) กับพวกที่ละลายได้ในน้ำ (วิตามินบี, ซี,)

วิตามินเอ

พบมากในไข่ น้ำนม ตับ ปลา พืช ผัก และผลไม้ที่มีสีส้มเหลือง หรือแดง

ซึ่งจะมีสารเบต้าแคโรทีน เพราะเบต้าแคโรทีน คือตัวการที่ทำให้พืชผัก

และผลไม้มีสีสรร เช่น แครอท ฟักทอง หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวโพดอ่อนแตงโม แคนตาลูป มะละกอสุกและผักที่มีสีเขียว เช่น บรอคโคลี มะระ ต้นหอม ผักบุ้งผักตำลึง เป็นต้น

เมื่อเบต้าแคโรทีนเข้าสู่ร่างกายจะถูกเปลี่ยนให้เป็นวิตามินเอ

มีประโยชน์ต่อร่างกายและผิวพรรณอย่างมาก คือช่วยสายตาให้มองเห็นชัดขึ้นในที่มืดหรือเวลากลางคืน

ช่วยป้องกันผิวที่อาจเกิดจากอันตรายของรังสีอัลตรา ไวโอเลตที่มากับแสงแดดได้จึงทำให้ผิวพรรณมีสุขภาพดี ไม่มีริ้วรอยนอกจากนี้ยังช่วยรักษาสภาพปกติของเซลล์เยื่อบุตาขาว กระจกตา ช่องปาก ทางเดินอาหารรวมถึงทางเดินปัสสาวะให้เป็นปกติ

นอกจากประโยชน์ที่กล่าวมาแล้วเบต้าแคโรทีนยังเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนซ์

ซึ่งคอยกำจัดอนุมูลอิสระก่อนที่จะไปทำปฏิกิริยาทำลายส่วนประกอบต่าง ๆ

นทำให้เซลล์นั้นมีการเจริญเติบโตที่ผิดปกติ เป็นต้นเหตุให้เกิดโรคมะเร็งบางชนิด

เช่น มะเร็งในช่องปาก กล่องเสียง ตับ โรคเส้นเลือดหัวใจอุดตันและโรคต้อกระจกในผู้สูงอายุ เป็นต้น

แต่ถ้าวิตามินเอสะสมในร่างกายมากเกินไปก็จะเกิดอาการปวดศีรษะไม่สบายได้

ความจริงแล้วในแต่ละวันเรามักได้รับเบต้าแคโรทีนจากอาหารเพียงเล็กน้อยท่านั้น

เพราะเบต้าแคโรทีนจะถูกทำลาย ได้โดยง่ายจากความร้อนในการปรุงอาหาร

อีกทั้งร่างกายของคนเราจะสามารถดูดซึมเบต้าแคโรทีนไว้ได้เพียงร้อยละ 25-27 เท่านั้น

ดังนั้นในแต่ละวันเราจึงควรรับประทานอาหารที่มีสารเบต้าแคโรทีนให้เพียงพอ

ควบคู่ไปกับการรับประทานอาหารที่มีวิตามินเอ วิตามินซี และวิตามินอีอย่างสม่ำเสมอ

พื่อผลในการป้องกันการแก่ก่อนวัย โรคมะเร็ง และต่อต้านโรคภัยต่าง ๆ

วิตามิน บี -1 หรือไธอามีน

มีมากในรำข้าว, ถั่วตากแห้ง, เนื้อแดง และปลา

ช่วยในขบวนการปลดปล่อยพลังงานจากสารคาร์โบไฮเดรตที่เรากินเข้าไปช่วยให้สมองและระบบประสาทปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ ป้องกันโรคเหน็บชาช่วยการเต้นของโรคหัวใจ

วิตามิน บี -2 หรือไรโบฟลาวีน

พบในลูกนัท, ผลิตผลจากน้ำนมและตับ

วิตามินนี้ช่วยในการทำงานของผิวหนังประสาทและระบบย่อยอาหาร

ถ้าขาดวิตามินนี้จะทำให้เป็นแผลที่มุมปาก(ปากนกกระจอก)

วิตามิน บี-5 หรือกรดแพนโตธีนิก

พบในเมล็ดข้าว ถั่วตากแห้ง ไข่และลูกนัทวิตามินนี้ช่วยรักษาอาการภูมิแพ้

วิตามิน บี-6 ไพริด็อกซิน

พบในเมล็ดข้าวถั่วตากแห้ง ไข่และลูกนัท มีความสำคัญในขบวนการทางเคมี
ของสารโปรตีนและกรดอะมิโนเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานของสมองและการสร้างเมล็ดเลือดแดง


วิตามินวิตามินบี-12

พบในเนื้อสัตว์ ตับ ไข่ น้ำนมและเนื้อกุ้ง ปู

ช่วยในขบวนการสร้างเมล็ดเลือดแดง

วิตามิน ซี

พบมากในผลไม้ตระกูลส้มสตรอเบอร์รี่ มะเขือเทศและผักสด

ช่วยให้เหงือกแข็งแรงผนังหลอดเลือดแข็งแรงไม่แตกเปราะ ฟันแข็งแรง

ไม่เป็นโรคลักปิดลักเปิดช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็ก และช่วยให้แผลหายเร็ว

วิตามิน ดี

พบมากในน้ำนมและตับ ปลาทะเล

ช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง มีความจำเป็นในการดูดซึมธาตุแคลเซี่ยม

วิตามิน อี

มีมากในลูกนัท น้ำมันพืช เมล็ดข้าว ผลมะกอกหน่อไม้ฝรั่งและผักขม

วิตามินนี้ช่วยคุ้มครองเนื้อเยื่อจากปฏิกิริยาออกซิเดชั่นช่วยในการสร้างเมล็ดเลือดแดง

วิตามิน เค

มีมากในพืชพวกดอกกะหล่ำ บรอคโคลี่หัวผักกาด ผักขม เมล็ดข้าว

ถั่วเหลืองและตับวัวมีส่วนร่วมในการขบวนการจับลิ่มของเลือด

วิตามินต่าง ๆมีประโยชน์ต่อร่างกาย

แต่อย่าลืมคำนวณดูด้วยว่าวิตามินที่ได้รับเกินหนึ่งเท่าตัวของปริมาณที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันหรือเปล่าถ้าได้รับมากเกินไปอาจทำให้เกิดอาการของวิตามินเป็นพิษได้โดยไม่รู้ตัว

ทำไมต้องทานวิตามิน


คนส่วนใหญ่เชื่อว่าเมื่อรับประทานอาหารได้สัดส่วนที่เหมาะสมก็จะทำให้ได้รับวิตามินและเกลือแร่ที่จำเป็นต่อร่างกายเพียงพอแล้วแต่ในความเป็นจริงมีเหตุผลมากมายที่ทำให้เราต้องกินวิตามิน

1.
ระบบย่อยอาหารไม่ดีถ้าระบบการย่อยอาหารไม่มีประสิทธิภาพ

ก็จะเป็นการจำกัดขีดความสามารถของร่างกายในการดูดซึมวิตามินไปใช้

2.
กาแฟร้อน น้ำชา และอาหารรสเผ็ด การบริโภคอาหารที่มีความระคายเคืองมากเกินไป

เป็นสาเหตุให้เกิดแผลหรือเกิดการอักเสบของเยื่อบุภายในของอวัยวะในระบบย่อยอาหาร

มีผลให้การหลั่งน้ำย่อยลดลง และการแยกสกัดวิตามินและเกลือแร่จากอาหารน้อยลง

ร่างกายดูดซึมวิตามินบี 1 และเหล็กน้อยลง

3.
แอลกอฮอล์

ถ้าได้รับปริมาณมากไปจะทำให้ร่างกายต้องการวิตามินกลุ่มบีเพิ่มขึ้น

ได้แก่ บี6, บี12, วิตามินเอและซี รวมทั้งเกลือแร่

นอกจากนี้แอลกอฮอล์ยังมีผลต่อการดูดซึมและเผาผลาญสารอาหารอีกด้วย

4.
การสูบบุหรี่ ผู้ที่สูบบุหรี่มีการเผาผลาญวิตามินซีสูงกว่าคนปกติกว่า
30%

5.
ยาระบาย ใช้มากเกินไปมีผลทำให้การดูดซึมวิตามินและเกลือแร่ลดลง


6.
อาหารตามสมัยนิยม เช่น อาหารที่มีไขมันน้อย

ถ้ารับประทานมากเกินไปทำให้ขาดวิตามินเอ, ดี และอีได้

ถ้ารับประทานอาหารมังสวิรัติก็ต้องระวังการขาดวิตามินบี 12

7.
การหุงต้มอาหารนานเกินไป

ทำให้วิตามินที่สลายตัวได้ง่ายถูกทำลาย

เช่นการต้มผักทำให้วิตามินกลุ่มบี, ซี,และเกลือแร่สูญหายไป

8.
อาหารสำเร็จรูป มักจะให้คาร์โบไฮเดรตสูง

ทำให้ร่างกายต้องการวิตามินกลุ่มบีเพิ่มขึ้นเพื่อใช้ในกระบวนการเปลี่ยนแปลงคาร์โบไฮเดรต

9.
อาการและความเครียดก่อนมีประจำเดือนอาการเหล่านี้จะหายไปได้ถ้าทานวิตามินบี
6

10.
ยาปฏิชีวนะมีฤทธิ์ทำลายแบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้

ดังนั้นเมื่อจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะติดต่อกันเป็นเวลานานควรรับประทานวิตามินกลุ่มบีเสริม

11.
การรับประทานยาคุมกำเนิด

ทำให้การดูดซึมกรดโฟลิกลดลงและเพิ่มความต้องการวิตามินบี 6 ของร่างกาย

รวมทั้งวิตามีนซี สังกะสีและริโบฟลาวีน


edit @ 2005/06/05 15:35:51

เรื่องยาพาราเนี่ย บอกจนปากจะฉีกแล้ว แต่คนก็รู้น้อยมาก

ไปโรงพยาบาล ก็มีคนกินพาราฆ่าตัวตาย เฮ้อ ฟังแล้วเศร้า

แต่ที่น่ากลัวกว่าคือ มีคนที่ปวดหัว เครียด แล้วก็กินพาราเนี่ยทุกวัน

ทำไมไม่อ่านดูว่า พาราเซตามอลเนี่ย น่ากลัวขนาดไหน

กินได้กินดี แต่ว่าห้ามกินเกิน 5 วัน

คนเป็นโรคตับยิ่งต้องหนีห่าง

แอสไพริน กัดกระเพาะ ถ้าไม่กินอะไร

พาราเซตามอล ไม่กัดกระเพาะ แต่ทำให้ตับวาย ... ตาย

ถึงบอกว่า เกลียดใคร ก็ให้เขากินยาพาราทุกวัน รับรองผลจ้า

พาราเซตมอล ที่เรียกกันง่ายๆ ว่า พาราบ้าง พาราเซตบ้าง
เป็นยาประจำบ้านสำหรับลดไข้แก้ปวดที่รู้จักกันดี หยิบฉวยใช้กันอย่างแพร่หลาย

ก่อนยุคพาราเซตมอล ยาประจำบ้านที่ใช้แก้ไข้แก้ปวด ได้แก่ แอสไพริน เป็นยาที่ซื้อง่ายขายคล่อง มีทั้งชนิดเม็ด ชนิดน้ำเชื่อมและชนิดผงบรรจุซอง แม้แต่ที่เป็นยาตำราหลวงก็มี สมัยก่อนนี้ใครเป็นไข้ปวดหัวตัวร้อน ปวดฟัน

ก็หาแอสไพรินมากินไว้ก่อน 

ต่อมามียาเม็ดสีชมพูออกจำหน่าย เรียกว่า เอ.พี.ซี ว่ากันว่าฤทธิ์แรงกว่าแอสไพรินอย่างเดียว เพราะใส่ตัวยาเพิ่มอีก 2 ตัว เฟนาซีติน และคาเฟอีน ชาวบ้านร้านตลาดใช้เอ.พี.ซี. อยู่นับสิบปี กว่าจะมีรายงานออกมาว่าเฟนาซีตีนกดไขกระดูก และคาเฟอีนก็เป็นสารอันตรายที่อาจมีผลร้าย ต่อหัวใจและอาจเสพติดได้

สูตรเอ.พี.ซี.จึงถูกยกเลิกไป แม้ตัวยาแอสไพรินเองก็มีผลระคายเคือง ต่อเยื่อบุกระเพาะอาหาร และมีผลข้างเคียงอื่น เช่น ทำให้เลือดออกง่าย ความนิยมในการใช้ แอสไพรินลดไข้แก้ปวดจึงเสื่อมลงไป

ยาตัวใหม่ที่มาแทนที่แอสไพรินสำหรับลดไข้แก้ปวดได้แก่

พาราเซตมอล (มีชื่อเรียก อีกอย่างหนึ่งว่า อะเซตามิโนเฟน)

จากการศึกษาวิจัยพบว่า เป็นยาที่มีผลเสียน้อยกว่า ปลอดภัยในการใช้ จนได้รับการยินยอมให้ซื้อใช้ได้โดยไม่ต้องมีใบสั่งจากแพทย์ แต่ยาตัวนี้ ก็ดีเพียงลดไข้แก้ปวดเท่านั้น ไม่มีคุณสมบัติด้านอื่นเหมือนแอสไพริน

พาราเซตมอลได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางรวดเร็ว

หลายต่อหลายคนเข้าใจว่า พาราเซตมอลบำบัดรักษาอาการเจ็บป่วยได้สารพัดอย่าง ไม่สบายเป็นอะไรก็หาพาราเซตมอล มากินไว้ก่อน

คนเราส่วนใหญ่ที่ไม่สบายก็มักเป็นแค่ปวดหัวตัวร้อนหรือไข้หวัดธรรมดาๆ เมื่อได้พาราเซตมอลก็ทุเลาขึ้น พาราเซตมอลก็เลยกลายเป็นยาประจำบ้านที่ขายดิบขายดี กันเป็นว่าเล่น ปวดหัว ไข้หวัด ก็กินพาราเซตมอล ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดหลัง ก็กินพาราเซตมอล แล้วเลยเถิดไปถึงขั้นปวดท้อง เวียนศีรษะ ก็กินพาราเซตมอล ซึ่งคงช่วยแก้อะไรไม่ได้ แต่ก็ทำให้สบายใจว่าได้กินยาแล้ว บางคนมัวแต่ผัดวันประกันพรุ่งกว่าจะไปหาหมอรักษา อย่างเป็นกิจลักษณะ โรคก็ลุกลามต้องรักษากันอยู่นานเสียเงินเสียทองโดยใช่เหตุ

จึงอยากบอกกล่าวไว้ ณ ที่นี้ว่า 

พาราเซตมอลไม่ใช่ยาเทวดา ที่รักษาได้สารพัดโรค

นอกจากนั้นถ้ากินมากเกินขนาดยังอาจเป็นผลร้ายต่อร่างกายได้

ในบางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีการควบคุมการใช้ยาอย่างรัดกุม ได้ศึกษาวิจัย ถึงผลเสียของยาต่างๆ อย่างถี่ถ้วนพบว่าพาราเซตามอล ยาที่คิดกันว่าไม่เป็นพิษเป็นภัย หากไม่กินจนเกินขนาดและยาวนานติดต่อกันนั้น ตามความเป็นจริงยังมีอันตราย ที่ต้องพึงระวังอีกหลายอย่าง

อันตรายที่พบได้บ่อยขึ้นเรื่อยๆ คือ พิษต่อตับ

จากการสำรวจพบว่า พาราเซตามอลเป็นตัวการทำให้ตับวาย

ได้บ่อยกว่ายาแก้โรคเบาหวานตัวใหม่ชื่อ เรซูลิน

ที่ถูกห้ามใช้ไปแล้วด้วยซ้ำไป

ดร.วิลเลียม ลี แห่งมหาวิทยาลัยเท็กซัสเซาท์เวสเทิร์น ติดตามศึกษาผู้ป่วย ด้วยโรคตับวายเฉียบพลันจำนวนกว่า 300 ราย ที่เข้ารักษาในโรงพยาบาล 22 แห่ง พบว่ามีสาเหตุเกี่ยวข้องกับพาราเซตามอลถึง 38% เปรียบเทียบกับที่เกิดจากยาอื่นที่มีเพียง 18% นอกจากนั้นในการสำรวจกลุ่มผู้ป่วยผู้ใหญ่อีก 307 ราย ที่มีอาการตับอย่างร้ายแรงในโรงพยาบาล อีก 6 แห่ง ก็พบว่ามีพาราเซตามอลเป็นตัวการร่วม 35% ดร.ลี กล่าวว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะล้วนแต่เป็นกรณีที่อาจป้องกันได้

ดร.ลี มิได้หยุดแค่นั้น เขาได้สอบถามไปทางประเทศอังกฤษ ถึงอันตรายจากพาราเซตามอล ที่ตรวจพบ ก็ได้ทราบว่าที่นั่นผู้คนที่พยายามฆ่าตัวตายโดยใช้พาราเซตามอลมีมากจนน่าตกใจ จนทางการสาธารณสุขต้องจำกัดการซื้อยาตัวนี้ แต่ละครั้งมิให้มากเกินจำนวนที่กำหนด

การใช้พาราเซตามอลเกินขนาดจนถึงขีดอันตราย ส่วนมากเกิดโดยไม่ตั้งใจ เมื่อแรกออกสู่ตลาด พาราเซตามอลชนิดเม็ดมี 2 ขนาด คือ 325 มก. ก็ไม่เท่าไหร่ ถ้าเป็นขนาด 500 มก. กินเป็นครั้งคราววันละไม่เกิน 8 เม็ด เพียงวันสองวันก็ยังพอไหว แต่ถ้ากินเป็นเวลายาวนานก็จะเกิดอันตรายโดยเฉพาะต่อตับ

สาเหตุที่ทำให้ได้ยาเกินขนาดอีกอย่างหนึ่ง

เกิดขึ้นเนื่องจากพาราเซตามอล มีอยู่ในยาผสมหลายอย่าง เช่น ยาแก้หวัดและยาคลายกล้ามเนื้อ บางคนกินยาแก้หวัดแล้ว อาการหายไม่ทันใจ หรือยังปวดเมื่อยมาก เลยซื้อพาราเซตามอลมากินเพิ่ม จึงได้รับยาเกินขนาด โดยไม่รู้ตัว ครั้งสองครั้งพอทำเนา บ่อยนักก็ไม่ไหว

การเอาพาราเซตามอลต่างชนิดผสมกันก็อาจเกิดอันตรายได้ พาราเซตามอลมีหลายรูปแบบ มีความเข้มข้นของยาต่างกัน เช่น ชนิดไซรัปหรือน้ำเชื่อมสำหรับเด็ก ขนาดกินเป็นขนาดช้อนชา และชนิดหยดสำหรับทารก กินกันแค่หยดๆ บางคนเอาทั้งแบบน้ำเชื่อมและชนิดผสมกันแล้ว ตวงให้เด็กกินเป็นช้อนชา ถ้าเป็นทารกก็จะได้ยาเกินขนาด

เรื่องที่ควรระวังอีกเรื่องหนึ่ง คือ

กินพาราเซตามอลควบกับเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

เช่น ไวน์หรือเหล้าผสม เพราะสุราเมื่อรวมกับพาราเซตามอลจะเป็นอันตรายต่อตับรุนแรงขึ้น กองควบคุมอาหารและยาของสหรัฐออกกฎบังคับให้ติดคำเตือนไว้ที่ฉลากยาพาราเซตามอล ห้ามกินร่วมกับเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ เพราะมีคดีความที่ชาวเวอร์จิเนียผู้หนึ่งฟ้องร้องต่อศาลว่า หลังจากกินพาราเซตามอลยี่ห้อหนึ่งไม่เกินขนาดที่กำหนดพร้อมกับดื่มเหล้าไวน์อย่างที่เคยดื่ม เป็นอาจิณหลังอาหารแล้ว เลยเกิดอาการทางตับอย่างรุนแรง ถึงขนาดต้องเข้าโรงพยาบาลปลูกเปลี่ยนตับ ศาลพิพากษาให้ทางบริษัทผู้ผลิตยาแพ้คดี ต้องจ่ายค่าชดเชยให้ถึง 8 ล้านดอลล่าร์ (ร่วม 400 ล้านบาท)

ผู้ปฏิบัติงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคหลายรายต้องการให้ติดป้ายเตือนถึง เรื่องพิษของพาราเซตามอลต่อตับให้เห็นได้ชัดเจน พวกเขามีความเห็นว่าผู้บริโภคส่วนมาก ไม่ค่อยคำนึงว่า การกินยาตัวนี้เกินขนาดเป็นไปได้โดยง่ายจากความพลั้งเผลอ บางคนกินติดต่อกันนานวันเกินไป บ้างก็กินยาขณะท้องว่าง หรือซื้อมาเพิ่มเสริมฤทธิ์ยาอื่น ที่ต้องคำนึงถึงอีกอย่างหนึ่งคือ บางคนมีความไวต่อยาสูง กินเพียงไม่มากก็มีผลร้ายต่อตับได้

พาราเซตามอล เป็นยาที่ติดอันดับขายดีและซื้อได้โดยไม่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์ ในสหรัฐอเมริกาเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ไทลินอล ซึ่งเป็นชื่อการค้าของพาราเซตามอลผลิตโดย บริษัทยาในสหรัฐติดตลาดมากจนมีคนจิตทรามเอายาพิษ (ดูเหมือนจะเป็นสตรี๊กนิน) ผสมเม็ดยาใส่ปนลงไป ผู้คนกินไทลินอลหลายคนเกิดอาการเป็นพิษ บางคนถึงแก่ชีวิต บริษัทผู้ผลิตต้องเก็บยาออกจากตลาดจนหมด แล้วทำภาชนะบรรจุแบบใหม่ที่ปลอดภัย และแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดแตะต้องเม็ดยาได้จนกว่าจะถึงมือผู้บริโภค แต่ผู้บริโภคหลายราย ก็กลัวยาตัวนี้ไปแล้ว ทำความเสียหายแก่บริษัทผู้ผลิตอย่างมหาศาล

ยาทุกชนิดเปรียบเสมือนมีดสองคม มีคุณอนันต์ แต่ก็อาจมีโทษมหันต์
ถ้าใช้ผิดวิธีหรือไม่ระวังรอบคอบในการใช้