Thinking

ตัวกลั่นกรองทั้งสาม

posted on 01 Jun 2005 01:15 by astarlink  in Thinking

โสเครติส

ในสมัยกรีกโบราณ โสเครติสนักปรัชญากรีก
ได้รับยกย่องให้เป็นมหาปราชญ์และได้รับการยกย่องสรรเสริญเป็นอย่างสูง


วันหนึ่ง มีคนรู้จักบังเอิญพบกับนักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้ และ พูดขึ้นว่า
"คุณรู้อะไรไหม ผมได้ยินเรื่องเกี่ยวกับเพื่อนของคุณมาเรื่องนึง"
"ช้าก่อน..." โสเครติสตอบ

"ก่อนที่ท่านจะบอกข้า
ข้าอยากที่จะให้ท่านผ่านการทดสอบสักเล็กน้อย

ข้าจะเรียกมันว่า บททดสอบกลั่นกรองสามชั้น"
"Triple filter?"
"กลั่นกรองสามชั้น?"
"ถูกต้องแล้ว" โสเครติสกล่าวต่อไป

"ก่อนที่ท่านจะเล่าให้ข้าฟังเกี่ยวกับเรื่องของเพื่อนของข้า
มันอาจจะเป็นการดี ที่จะใช้เวลาสักเล็กน้อยและการกลั่นกรองเรื่องที่ท่านจะพูด
และนั่นคือสาเหตุว่า ทำไมข้าจึงเรียกมันว่า บททดสอบตัวกลั่นกรองสามชั้น


ตัวกลั่นกรองแรก คือ "ความจริง" ท่านแน่ใจจริงๆ
หรือว่าสิ่งที่ท่านกำลังจะบอกข้า นั้นเป็นเรื่องจริง?"
"เปล่าหรอก..." ชายผู้นั้นตอบ

"อันที่จริง ข้าก็แค่ได้ยินเรื่องนี้มาเท่านั้นเอง แล้วก็..."


"เอาเถอะ เอาเถอะ ไม่เป็นไร" โสเครติสกล่าว "ถ้าเช่นนั้น
ท่านก็ไม่รู้ว่าเรื่องที่ท่านรู้มาจริง หรือ เท็จ
คราวนี้ มาลองทดสอบตัวกลั่นกรองตัวที่สองกันดู ตัวกลั่นกรองที่สอง
คือ "ความดี" เรื่องที่ท่านกำลังจะบอกข้าเกี่ยวกับเพื่อนของท่านเป็นเรื่องดี หรือไม่?"
"ไม่ เป็นเรื่องตรงกันข้าม..."
"ถ้าเช่นนั้น" โสเครติส กล่าวต่อ

"ท่านต้องการบอกข้าเกี่ยวกับเรื่องไม่ดีของเขา
แต่ท่านไม่แน่ใจว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือไม่... ไม่เป็นไร ยังไงเสีย
ท่านอาจจะผ่านการทดสอบนี้ก็ได้
เพราะ ยังเหลือตัวกลั่นกรองอีกหนึ่ง : ตัวกลั่นกรองสุดท้ายนี้คือ
"ความมีประโยชน์"

ท่านคิดว่า เรื่องที่ท่านกำลังจะบอกข้าเกี่ยวกับเพื่อนของข้านั้น
จะเป็นประโยชน์อะไรกับข้าหรือไม่?"
"ไม่รู้สิท่าน...คงจะไม่"


"อื่มมม" โสเครติสสรุป "ถ้าเรื่องที่ท่านจะบอกข้านั้น

ไม่ใช่เรื่องจริง ไม่ใช่เรื่องดี และ ไม่มีประโยชน์ เหตุใดท่านจึงอยากบอกข้าเล่า?"


และนี่เป็นสาเหตุที่ทำให้โสเครติสเป็นมหาปราชญ์
และได้รับการยกย่องเป็นอย่างสูง
ควรใช้ "ตัวกลั่นกรองทั้งสาม" ในแต่ละครั้งที่ได้ยินเรื่องที่ไม่แน่นอนเกี่ยว
กับเพื่อนผู้ใกล้ชิดและคนรัก


คุณมองโลกแบบไหน

posted on 06 Jun 2005 22:26 by astarlink  in Thinking

มีคนบอกว่าให้คิดบวกๆ นั่นก็คงจริง

เพราะว่า คิดไม่ดี ก็คงจะเครียด แล้วโรคต่างๆก็ตามมา

ปวดหัว ไมเกรน โรคกระเพาะ ความดันเลือดสูง ..........

แล้วที่สำคัญ คิดไม่ดี คิดแย่ คิดด้านลบ

ก็ทำให้ทำอะไรได้ไม่สำเร็จ ไม่เต็มที่

เช่น คิดว่าเราป่วย ก็จะป่วย คิดว่าทำไม่ได้ก็จะท้อ

คิดว่าล้มเหลวก็ไม่กล้าตัดสินใจ

.......... ก็เป็นว่า คิดดีดี คิดบวกๆนะครับ

มุมมองที่แตกต่าง

มีบริษัททำรองเท้าแห่งหนึ่งคิดจะไปบุกเบิกการค้าที่ตลาดแอฟริกา

จึงได้ส่งพนักงานฝ่ายการตลาด 2 คน ไปตรวจสอบว่า ตลาดที่แอฟริกาเป็นอย่างไรบ้าง

หลายเดือนผ่านไป พนักงานฝ่ายการตลาดทั้ง 2 คนก็กลับมา แล้วนำรายงานกลับมา

แต่คนทั้ง 2 มีทัศนคติที่ไม่เหมือนกัน รายงานการการตลาดที่ทั้งสองนำเสนอต่อบริษัทแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

นาย ก : "ไม่มีหวังเลยครับ คนที่นั่นไม่ได้ใส่รองเท้ากันเลยสักคน"

นาย ข : "คงไปได้สวยทีเดียวที่เราจะไปบุกเบิกที่นั่น เพราะคนที่นั่นยังไม่มีรองเท้าใส่กันเลย"

มีอีกเรื่องหนึ่ง มีหญิงชราคนหนึ่ง เวลาฝนตกเธอก็ร้องไห้

อากาศดีเธอก็ร้องไห้ ชายหนุ่มคนหนึ่งแปลกใจจึงถามหญิงชราผู้นี้ว่า

ชายหนุ่ม : "เพราะอะไร เวลาฝนตกยายก็ร้องไห้ อากาศดีก็ร้องไห้"

หญิงชรา : "เพราะว่าป้ามีลูกชาย 2 คน ลูกชายคนโตขายน้ำแข็ง

ลูกชายคนเล็กขายร่ม เวลาที่อากาศดีป้าจึงคิดถึงลูกชายคนเล็กว่าต้องขายไม่ดีแน่นอน

และเวลาที่ฝนตกป้าก็คิดถึงลูกชายคนโต น้ำแข็งของเขาต้องขายไม่ดีเหมือนกัน

เพราะฉะนั้นทุกๆ วัน ป้าจึงได้กลุ้มใจและทุกข์ใจอยู่อย่างนี้"

ชายหนุ่มจึงบอกกับหญิงชราผู้นี้ว่า

ชายหนุ่ม : "ยาย...ยายคิดผิดแล้วล่ะ!!! ที่จริงแล้วทุกๆ วัน

ท่านต้องดีใจถึงจะถูก วันไหนที่ท้องฟ้าแจ่มใส อากาศปลอดโปร่ง ยายก็ต้องดีใจกับลูกชายคนโตสิ

ที่น้ำแข็งขายดิบขายดีถ้าวันไหนฝนตก ยายก็ต้องดีใจไปกับไปกับลูกคนเล็กด้วย

ที่ร่มเขาขายดีเป็นเทน้ำเทท่า"

พอหญิงชราได้ฟังดังนั้น เหมือนกับได้ตื่นขึ้นจากความฝัน

ตั้งแต่นั้นมาไม่ว่าอากาศจะเป็นอย่างไร

หญิงชราผู้นี้ได้แต่ยิ้มอย่างมีความสุข

บทวิเคราะห์

การที่คนเราจะมองโลกในแง่ดีกับแง่ร้าย

แท้จริงอยู่ที่จิตใจทั้งสิ้น

เช่นมีเครื่องดื่มอยู่แก้วหนึ่ง ถ้าดื่มไปแล้วครึ่งแก้ว ถ้าคนมอง ก็จะมองได้ 2 แง่ คนที่มอง

โลกในแง่ร้าย คงคิดว่า "หมดไปตั้งครึ่งแก้วแล้ว เหลือแค่ครึ่งแก้วเท่านั้นเอง"

แต่ถ้าคนที่มองโลกในแง่ดีจะคิดว่า "ยังดีนะ ที่ยังเหลืออีกตั้งครึ่งแก้ว"

แล้วท่านทั้งหลายละ!! มองโลกในแง่ใด???

ครั้งนึงก็เคยเป็นลาแก่ เหนื่อยจัง แต่ก็ดีที่ผ่านมาได้ละ

คงไม่มีใครอยากเป็นลาแก่ใช่ป่ะ

ถ้าอย่างงั้นอย่าลืมว่า นอกจากความมุ่งมั่น ตั้งใจ และความอดทนแล้ว

การมองโลกหลายมุมมอง และมีสติอยู่กับตัวเสมอ

หากมีปัญหาอะไร ก็ให้ใช้สติ ร่วมกับปัญหาที่มี

แล้วทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดี

ลาแก่

ณ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
มีชาวนาคนหนึ่งเลี้ยงลาไว้ตัวหนึ่งซึ่งแก่มากแล้ว
วันหนึ่งชาวนาได้พาเจ้าลาแก่ออกไปข้างนอก
ด้วยความโง่เขลาของมันดันเดินซุ่มซ่ามไปตกบ่อแห่งหนึ่ง
มันร้องครวญครางเป็นเวลาหลายเพลา
ชาวนาเองก็พยายามใคร่ครวญหาวิธีที่จะช่วยมันขึ้นมา

ในที่สุดชาวนาหวนคิดขึ้นมาได้ว่า เจ้าลาก็แก่เกินไปแล้ว

อีกอย่างบ่อนี้ก็ต้องกลบ ไม่คุ้มที่จะช่วยเจ้าลา
ชาวนาจึงไปขอแรงชาวบ้านเพื่อมาช่วยกลบบ่อ

ทุกคนใช้พลั่วตักดินสาดลงไปในบ่

ครั้งแรกเมื่อดินไปถูกหลังลามันตกใจและรู้ชะตากรรมของตนทันที

มันร้องโหยหวนทันที
สักพักหนึ่งทุกคนก็แปลกใจที่เจ้าลาเงียบไป


หลังจากที่ชาวนาตักดินใส่ไปในบ่อได้สักสองสามพลั่วก็เหลือบมองลงไปในบ่อ
ก็พบกับความประหลาดใจที่ว่า ทุกครั้งที่ทุกคนสาดดินไปถูกหลังลา

มันจะสะบัดดินออกจากหลัง
แล้วก้าวขึ้นไปเหยียบบนดินเหล่านั้น

ยิ่งทุกคนพยายามเร่งระดมสาดดินลงไปมากเท่าไรมันก็ก้าวขึ้นมาได้เร็วมากยิ่งขึ้น
ในไม่ช้าทุกคนต่างประหลาดใจที่เจ้าลา

ในที่สุดก็สามารถหลุดพ้นจากปากบ่อดังกล่าวได้

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ชีวิตนี้อุปสรรคต่างๆที่ถาโถมเข้ามาหาเราก็เปรียบเสมือนดินที่สาดเข้ามาหาเรา

จงอย่าท้อถอยและยอมแพ้จงแก้ไขมัน
เพื่อที่เราจะได้เหยียบมันเพื่อที่จะก้าวสูงขึ้นเรื่อยๆ
เปรียบเสมือนลาแก่ที่หลุดพ้นจากบ่อได้ฉันใดฉันนั้น